นางแลว พันธุ์พืชศึกษา    โครงการอนุรักษ์พันธุ์พืช  โรงเรียน เขลางค์นคร  ลำปาง  2546

 
   

 

 

นางแลว

ชื่อวิทยาศาสตร์         
ชื่อวงศ์  

:  Aspidistra  sutepensis  K.Larsen   
:  Convilliaceae

บริเวณที่พบในโรงเรียน     อาคาร 4-5  ซีกตะวันตก

แสดง รากของ นางแลว

ราก  เป็นระบบรากฝอย มีขนาดใหญ่ รากแตกแขนงออกจากลำต้นใต้ดิน ในกอหนึ่งๆ มีรากประสานกันจำนวนมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 mm ความยาว 13-18 cm จำนวนรากต่อ 1 ต้น  มีจำนวน  8-20 แขนง  รากมีสีเหลือง ปนน้ำตาลอ่อน (สีครีม)
 

 
 

 

 ลำต้น - เป็นลำต้นใต้ดิน   ลักษณะเป็นแง่ง หรือเหง้า ทอดไปในดิน ลำต้นอ่อนเห็นข้อปล้องชัด  มีสีขาว  ลำต้นแก่ มีข้อปล้องสั้นสีน้ำตาลอ่อน ขนาดของลำต้น   มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 cm    ความยาวประมาณ 3-5 cm     ลำต้นแตกเป็นกอ
 

 

ใบ – เป็นใบเดี่ยว ใบโผล่เหนือดิน ก้านใบแข็ง รูปใบเรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ตัวใบโค้งขึ้นด้านบน เส้นใบขนาน ใบอ่อนสีเขียวอ่อน แก่มีสีเขียวเข้ม    พื้นที่ใบประมาณ 87 ตารางเซนติเมตร   ตัวใบเมื่อเจริญเต็มที่ ยาว 25 cm     กว้าง 6 cm    ความยาวตั้งแต่ก้านใบถึงปลายใบ 65 cm   มีจำนวน 6-8 ใบ/ต้น    150-180 ใบ/กอ

   
 

ดอก - เป็นดอกช่อ  ดอกติดบนก้านดอก จำนวนดอก บนช่อดอกจะเพิ่มจำนวนตามความยาวของก้านดอก โดยประมาณ 1 ช่อ มีจำนวน 58 ดอก แทงช่อดอกโผล่เหนือดิน ความยาวช่อดอกยาว  9-15 cm  
       ดอกมีสีขาวปนม่วง  มีกลีบดอก 6  กลีบ   มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียภายในดอกเดียวกัน  จะแทงช่อดอกจำนวนมากในเดือน มี.ค-ต้น พ.ค   ในช่วงอื่นๆ คือเดือน ส.ค-ก.พ   ถ้าได้รับน้ำสม่ำเสมอ สามารถแทงช่อดอกได้ แต่จะมีจำนวนน้อย  


 


สภาพแวดล้อม
 
           ดินที่ขึ้นได้ดีเป็นร่วน ดินดำ ขึ้นตามป่า บริเวณที่มีร่มเงา ใต้ต้นไม้  แสงแดดรำไร คนในท้องถิ่นมักนิยมปลูกใกล้บ่อน้ำ   หรือใต้ต้นไม้ใหญ่  สามารถ นำมาปลูกในกระถางเป็นไม้ประดับได้
 

 
 

 

 
ประโยชน
์    ดอกนำมารับประทาน มีรสหวาน  โดยนำมาลวกจิ้มน้ำพริก ,ใส่ในแกงผสมกับผักชนิดอื่น , ชุบแป้งทอด   ฯลฯ